Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

คำศัพท์ที่เราควรรู้เกี่ยวกับอิเทอร์เน็ตมีดังนี้

1.Internet Service Prorider (ISP )คือ บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต  เป็นหน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษา กับ บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป  ประเภทหลังนี้จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม  นอกจากนี้ ISP หลาย ๆ แห่งจะมีบริการเพิ่มเติม เช่น บัญชีอีเมล เว็บเบราว์เซอร์ และเนื้อที่สร้างเว็บไซต์  เช่น บริษัท ล็อกซ์เล่ย์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส หรือ  บริษัท เคเอสซี คอมเมอร์เชียล อินเทอร์เน็ต ฯลฯ
         ส่วนวิธีที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับ ISP ทำได้โดยการใช้สายโทรศัพท์ (การเรียกผ่านสายโทรศัพท์)

 หรือ การเชื่อมต่อแบบบรอดแบนด์ (สายเคเบิล หรือ DSL)

2.Wep browser   คือโปรแกรมที่ใช้สำหรับเป็นประตูเปิดเข้าสู่โลก WWW (World Wide Web)  หรือพูดกันอย่างง่ายก็คือโปรแกรมที่ใช้สำหรับเล่นอินเทอร์เน็ต     ที่เรานิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้
โดยเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser)  จะเข้าใจในภาษาHTML   นี้คือเหตุผลว่าทำไมต้องใช้ภาษา HTML ในการสร้างเว็บเพจ   เพราะโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์นั่นสามารถเข้าใจ และสามารถทำงานตามคำสั่งของภาษา HTMLได้ 

        โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ที่นิยมใช้ ในปัจจุบัน มีหลายโปรแกรม เช่น

 โปรแกรม Firefox ,  โปรแกรม Internet Explorer  หรือโปรแกรม NetscapeComunicator  

 แต่ส่วนมากนิยมใช้ โปรแกรม Internet Explorer หรือเรียกย่อ ๆ ว่า IE เพราะเป็นโปรแกรมที่มีมาพร้อมกับการติดตั้งระบบปฏิบันการวินโดวส์อยู่แล้ว

3.Domain Name System (DNS) DNS (Domain Name Server or Domain Name System) คือ ระบบการเปลี่ยนตัวเลข IP Address เป็นชื่อ Domain การสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์จะใช้ตัวเลข IP Address สำหรับอ้างอิง อาทิ 202.57.128.130 ซึ่งไม่สะดวกในการจำดังนั้นระบบ DNS จึงทำหน้าที่แปลงตัวเลข IP Address เป็นชื่อ Domain ที่กำหนดไว้ เช่น thaiddns.com หากเราเรียก http://www.thaiddns.com (Domain Name) ระบบ DNS จะทำการเปลี่ยนจาก http://www.thaiddns.com เป็นหมายเลข IP 202.57.128.130 และเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ที่ระบุไว้

ประเภทของ Domain name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท  คือ โดเมน 2 ระดับ  และโดเมน 3 ระดับ

  1. เมน 2 ระดับ  มีลักษณะดังนี้  hotmail.com , thai.net เป็นต้น  โดยโดเมนแบบนี้จะประกอบด้วยชื่อโดเมน และตัวย่อที่อยู่ด้านหลังเครื่องหมายจุด  คือคำย่อของประเภทองค์กร

ประเภทองค์กร

Com  –  กลุ่มองค์กรการค้า

Edu   –  กลุ่มการศึกษา

Gov   – กลุ่มองค์กรรัฐบาล

Mit    –  กลุ่มองค์กรการทหาร

Net    –  กลุ่มการบริการเครือข่าย

Org    –  กลุ่มองค์กรอื่นๆ

  1. โดเมน 3 ระดับ มีลักษณะดังนี้  dora.co.th , onec.go.th , kois.go.kr เป็นต้น  โดเมนเนมในลักษณะนี้จะประกอบด้วย  ชื่อโดเมน , ตัวย่อที่อยู่ด้านหลังเครื่องหมายจุดใช้ระบุประเภทขององค์กรแต่มีรูปแบบแตกต่างจากคำย่อที่ใช้โดเมนเนม 2 ระดับ และตัวย่อที่ระบุประเทศที่ก่อตั้งขององค์กรนั้นๆ  ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าในอเมริกานั้นจะใช้ตัวย่อของประเภทองค์กรเป็นตัวอักษร 3 ตัว microsolf.com  ในกรณีที่ประเทศอื่นๆเช่นบ้านเราจะมีเพียงแค่ 2 ตัว เช่น moe.go.th

ประเภทขององค์กร

                .go          หน่วยงานรัฐบาล

                .ac           สถาบันการศึกษา

                .co           องค์กรธุรกิจ

                .or           องค์กรอื่นๆ

4.   Logo of ICANN - Internet Corporation for Assigned Names and Numbers Internet Corporation for Assigned Names and Numbers

         ICANN (Internet Corporation for Assigned Names and Numbers) เป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งรับผิดชอบการจัดสรรพื้นที่ IP Address การกำหนดพารามิเตอร์โปรโตคอล การบริหาร domain name system และ การบริหารระบบ root server system เดิมบริการเหล่านี้ทำโดย Internet Assigned Numbers Authority

             โดย ที่โดเมนแต่ละนามสกุล ( .com .net .org .th …) จะมีผู้รับผิดชอบที่ได้รับการรับรองจาก ICANN แยกกันไปซึ่งแต่ละนามสกุลจะมีเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น แต่เจ้าหนึ่งอาจรับผิดชอบมากกว่า 1 นามสกุลได้

Advertisements

การสื่อสารข้อมูล

การสื่อสารข้อมูล

การสื่อสารข้อมูล

  1. ระบบการสื่อสารข้อมูล

– ระบบการสื่อสารข้อมูล (Data Communication) คือ การรับ ส่ง โอน ย้าย หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวสาร จากผู้ส่งไปยังผู้รับข้อมูล องค์ประกอบของการสื่อสารมีดังนี้

1.ผู้ส่งข้อมูล(sender) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่ส่งข้อมู,ไปยังจุดหมายที่ต้องการ

2.ผู้รับข้อมูล(receiver) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาจากผู้ส่ง

3.ข้อมูล(Data) คือ สิ่งที่ผู้ส่งต้องการส่งไปยังผู้รับ

4.สื่อนำข้อมูลหรือตัวกลาง(Medium) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ

5.โพรโตคอล(Protocol) คือ ดฎเกณฑ์ ข้อตกลง หรือวิธีการในการสื่อสารข้อมูลซึ่งผู้ส่งและผู้รับจะต้องตกลงวิธีการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

– ทิศทางการสื่อสาร แบ่งได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

1.การสื่อสารข้อมูลทิศทางเดียว (Simplex Transmission) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่มีผู้ส่งแต่เพียงผู้เดียวและผู้รับทำหน้าที่รับเพียงอย่างเดียว มีข้อดี คือ ไม่มีข้อจำกัดทางด้านเวลา ผลเสีย คือ ผู้รับข้อมูลอาจไม่ได้รับข้อมูลที่ส่งไป และผู้ส่งข้อมูลจะไม่ทราบว่าผู้รับข้อมูลได้รับข้อมูลนั้นหรือไม่

ตัวอย่างการสื่อสารข้อมูลทิศทางเดียวเช่น การฟังวิทยุ การดูโทรทัศน์ เป็นต้น

2.การสื่อสารข้อมูลสองทิศทางสลับกัน(Half-Duplex Transmission) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่ผู้สื่อสารจะผลัดกันเป็นผู้รับและผู้ส่งข้อมูล โดยในขณะที่มีการสื่อสารข้อมูล ผู้รับข้อมูลจะต้องรอให้ผู้ส่งข้อมูลส่งข้อมูลเสร็จสิ้นก่อนจึงจะสามารถส่งข้อมูลได้

ตัวอย่างการสื่อสารข้อมูลสองทิศทางสลับกัน เข่น ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสื่อสารกันด้วยวิทยุสื่อสาร

3.การสื่อสารข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน(Full-Duplex transmission) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่พัฒนามาจากการสื่อสารข้อมูลสองทิศทางสลับกัน ซึ่งมีข้อด้อย คือ ไม่สามารถส่งและรับข้อมูลพร้อมกันระหว่างผู้สื่อสารข้อมูลได้

ตัวอย่างการสื่อสารข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน เช่น การสนทนาผ่านโทรศัพท์ การแชท เป็นต้น

–          ชนิดของสัญญาณ

รูปแบบของข้อมูลแบบต่างๆ ไม่สามารถส่งไปในระยะทางไกลๆด้วยความเร็วสูงได้ จึงมีการนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เรียกว่า สัญญาณข้อมูล (Data signal) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.สัญญาณแอนะล็อก(Analog signal) มีลักษณะเป็นสัญญานต่อเนื่องในรูปแบบคลื่นสามารถแทนลักษณะของสัญญานได้ด้วยรูปกราฟคลื่นไซน์  ข้อเสียของสัญญาณแอนะล็อก คือ สัญญาณถูกรบกวนได้ง่าย ไม่สามารถส่งสัญญาณได้ไกล

ตัวอย่างของสัญญาณแอนะล็อก เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ และสัญญาณเสียงที่ส่งจากสถานีวิทยุ

2.สัญญาณดิจิทัล (Digital Signal) มีลักษณะเป็นสัญญาณไม่ต่อเนื่องในรูปแบบกราฟสี่เหลี่ยม สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ปะติดปะต่อ สัญญาณดิจิทัลมีคุณภาพและแม่นยำกว่าสัญญาณแอนะล็อก แต่การส่งสัญญาณระยะไกลต้องใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณรีพีทเตอร์ สัญญาณดิจิทัลมีหน่วยวัดความเร็วเป็นบิตต่อวินาที

    2. การถ่ายโอนข้อมูล

– รูปแบบของการถ่ายโอนช้อมูล

ถ่ายโอนช้อมูลของคอมพิวเตอร์ คือ การส่งข้อมูลระหว่างฮาร์ดแวร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง โดยมีลักษณะถ่ายโอนช้อมูล 2 รูปแบบได้แก่

1.การส่งสัญญาณข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Data Transmission) คือ การส่งสัญญาณข้อมูลครั้งละ1บิต เรียงกันไปบนสายสัญญาณเส้นเดียวกันจนครบ การส่งข้อมูลลักษณะนี้จะใช้ระยะเวลานานกว่าจะส่งครบ

การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1.1 การส่งสัญญาณข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (Asynchronous Transmission) คือ การส่งสัญญาณข้อมูลที่ไม่มีการประสานจังหวะการทำงานระหว่างอุปกรณ์ส่งสัญญาณกับอุปกรณ์รับสัญญาณโดยอุปกรณ์ส่งสัญญาณจะแยกข้อมูลเพื่อส่งสัญญาณทีละตัวอักษรจนครบ 1 ตัวอักษร ซึ่งเท่ากับ 8 บิต ตัวอย่าง การส่งสัญญาณข้อมูลประเภทนี้ เช่น การใช้บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

1.2 การส่งสัญญาณข้อมูลแบบซิงโครนัส (Synchronous Transmission) คือ การส่งสัญญาณข้อมูลที่มีการประสานจังหวะการทำงานระหว่างอุปกรณ์ส่งสัญญาณกับอุปกรณ์รับสัญญาณเพื่อให้มีการทำงานอย่างสอดคล้องเป็นจังหวะ สัญญาณข้อมูลจะถูกจัดส่งเป็นกลุ่มเรียงกันไปอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างการส่งสัญญาณข้อมูลประเภทนี้ เช่น การสื่อสารระหว่างฮาร์ดแวร์ภายในระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งส่งและรับสัญญาณข้อมูลด้วยความเร็วสูง

2. การส่งสัญญาณข้อมูลแบบขนาน (Parallel Data Transmission) คือ การส่งข้อมูลครั้งละหลาย ๆ บิตขนานกันไปบนสายสัญญาณ เช่น การส่งข้อมูลครั้งละ 8 บิต จะต้องมีช่องสัญญาณอย่างน้อย 8 ช่อง การส่งสัญญานประเภทนี้จะทำได้เร็วกว่าแบบอนุกรม

– ตัวกลาง

1.สายคู่บิดเกลียว(Twisted Pair Cable) มีลักษณะคล้ายสายไฟทั่วไป ราคาไม่แพงมาก น้ำหนักเบา ติดตั้งได้ง่าย โดยการพันสายทองแดงเป็นเกลียวเพื่อ ลดการรบกวนจากสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าโดยแบ่งเป็น

– สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีชั้นโลหะห่อหุ้ม

– สายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม

2.สายตัวนำร่วมแกนหรือสายโครแอกเชียล (Coaxial Cable) มีลักษณะคล้ายสายเคเบิลทีวีที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่องรับโทรทัศน์กับเสาอากาศ ภายในสายมีตัวนำไฟฟ้าเป็นแกนกลางและห่อหุ้มด้วยฉนวนเป็นชั้นๆ ป้องกันการรบกวนของสัญญาณได้มากกว่าสายคู่บิดเกลียว

สายตัวนำร่วมแกนแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

– สายตัวนำร่วมแกนชนิดแคบ

– สายตัวนำร่วมแกนชนิดกว้าง

3.สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) ทำจากแก้วหรือพลาสติกมีลักษณะเป็นเส้นบางๆ คล้าย เส้นใยแก้ว มีน้ำหนักเบา สามารถส่งข้อมูลได้เท่ากับความเร็วของแสง

4.แสงอินฟราเรด (Infraed) เป็นสัญญาณข้อมูลที่มีความถี่สั้นนิยมใช้ในการสื่อสารระยะทางใกล้ๆ

5.สัญญาณวิทยุ (Radio Wave) มีลักษณะการส่งสัญญาณได้ในระดับความถี่ต่างกันตามชนิดของคลื่นนั้นๆ โดยสามารถส่งสัญญาณได้ในระยะทางไกลๆ แต่ต้องใช้อากาศเป็นตัวกลางในการสื่อสาร

6.ไมโครเวฟ(Microwave) เป็นการสื่อสารไร้สายที่เป็นคลื่นวิทยุ โดยสามารถส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก แต่คลื่นไมโครเวฟถูกรบกวนได้ง่ายจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

7.ดาวเทียม(Satellite Communication ) เป็นการสื่อสารจากพื้นโลกไปสู่ดาวเทียมโดยบนพื้นโลกจะมีสถานีส่งสัญญาณ ทำการส่งสัญญาณไปยังดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลก เรียกว่า อัปลิงค์ จากนั้นดาวเทียมจะทวนและกระจายสัญญาณส่งกลับมายังสถานีรับบนพื้นโลก เรียกว่า การดาวน์ลิงค์

– ระบบบัส

ระบบบัส คือ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณข้อมูลระหว่างฮาร์ดแวร์ในคอมพิวเตอร์เพื่อถ่ายโอนข้อมูลและติดต่อสื่อสาร

ดอกไม้ (flower) คือ ส่วนของพืชที่เจริญและเปลี่ยนแปลงมาเพื่อทำหน้าสืบพันธุ์ ซึ่งดอกไม้ทั่วไปประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน โดยแต่ละส่วนจะเรียงกันเป็นชั้นหรือเป็นวงบนฐานรองดอก คือ

1.วงกลีบเลี้ยง (Calyx) แต่ละกลีบเรียกว่า กลีบเลี้ยง (Sepal) เป็นส่วนที่อยู่ชั้นนอกสุด มักมีสีเขียวเนื่องจากเจริญมาจากใบ ทำหน้าที่ห่อหุ้มป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนอื่นๆ และช่วยในการสังเคราะห์แสง กลีบเลี้ยงที่อยู่แยกกันเป็นกลีบๆ เรียกว่า อะโปเซพิลัส (Aposepalous) หรือ พอลิเซพิลัส (Polypalous) เช่น ดอกบัว ดอกพุทธรักษา บางชนิดกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเรียก แกมโมเซพิลัส (Gamosepalous) หรือ ซินเซพิลัส (Synsepalous) เช่น ชบา บานบุรี พืชบางชนิดอาจมีกลีบเลี้ยงสีอื่นนอกจากสีเขียวซึ่งจะทำหน้าที่ล่อแมลงในการ ผสมเกสรเช่นเดียวกับกลีบดอก พืชบางชนิดมี ริ้วประดับ (Epicalyx) เป็นกลีบเล็กๆ ใกล้กลีบเลี้ยง เช่น ชบา พู่ระหง พืชบางชนิดกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีลักษณะเหมือนกันจนแยกไม่ออกเรียกว่า วงกลีบรวม (Perianth) และเรียกแต่ละกลีบว่า กลีบรวม (Tepal) ได้แก่ บัวหลวง จำปี จำปา

2.วงกลีบดอก (Corolla) แต่ละกลีบเรียกว่า กลีบดอก (Petal) คือส่วนของดอกที่อยู่ถัดจากกลีบเลี้ยงเข้ามาข้างใน มีสีสันต่างๆ สวยงามเนื่องจากมีรงควัตถุชนิดต่างๆ ภายในเซลล์ ส่วนกลีบดอกที่มีสีขาวจะไม่มีรงควัตถุภายในเซลล์ของกลีบดอก นอกจากนี้บางชนิดกลีบดอกมีกลิ่นหอม เช่น กุหลาบ มะลิ กระดังงา ราตรี สายหยุด พืชบางชนิดตรงโคนกลีบดอกจะมีต่อมน้ำต้อยหรือน้ำหวานไว้ล่อแมลงเพื่อช่วยใน การผสมเกสร กลีบดอกที่อยู่แยกกันเป็นอิสระ เรียกว่า อะโปเซพิลัส (Aposepalous) หรือ พอลิเซพิลัส (Polypalous) เช่น กุหลาบ ชบา มะลิ บัว กลีบดอกเชื่อมติดกันเรียก แกมโมเซพิลัส (Gamosepalous) หรือ ซินเซพิลัส (Synsepalous) เช่น มะเขือ ผักบุ้ง เข็ม กลีบดอกทั้ง 2 ประเภท

3.วงเกสรตัวผู้ (Stamen) อยู่ถัดจากกลีบดอกเข้าไป เกสรตัวผู้มีหลายอันเรียงกันเป็นชั้น เป็นส่วนของดอกที่จำเป็นในการสืบพันธุ์ โดยมีอับเรณูอยู่ปลายก้านเป็นถุงมี 2 พู เมื่อดอกเจริญเติบโตเต็มที่ถุงเรณูจะแตกออก ละอองเรณูจะปลิวไปผสมกับเกสรตัวเมีย

4.วงเกสรตัวเมีย (Pistill or carpel) จะเป็นส่วนที่อยู่ในสุดของดอก โดยมากแล้วแต่ละดอกจะมีเกสรตัวเมียเพียง 1 อัน ตรงส่วนปลายยอดจะเป็นปุ่มมีขนหรือน้ำเหนียวๆ สำหรับจับละอองเรณูที่ปลิวมา

วิธีช่วยความจำ กับการบริหารสมองให้ฟื้นฟูความจำ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์เมโทรโพลิแทนประเทศอังกฤษให้ข้อมูลว่า วิธีพัฒนาฟื้นฟูความจำของสมองมนุษย์แบบง่ายๆ ทำได้ด้วยการค่อยๆ กรอก “ลูกตา” จากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งเท่านั้นเอง

เคล็ดลับการกรอกลูกตาที่ว่านี้ต้องทำในแนวนอน เช่น กรอกตามองจากฝั่งซ้ายมาตรงกลาง แล้วไปทางขวาหรือไม่ก็ทำในทิศทางสลับกัน แต่ต้องกรอกตาหรือทำต่อเนื่องเพียง 30 วินาทีต่อวัน

ดร.แอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทผู้นำการวิจัยกล่าวว่า การฝึกกรอกตาไปมาแบบนี้จะช่วยให้ “สมองทั้ง 2 ซีก” ทำงานตอบสนองกันดียิ่งขึ้น เมื่อทำบ่อยๆ จึงเหมือนเป็นการ “ออกกำลังกายสมอง” ไปในตัว ทำให้สมองของผู้ฝึกมีความจำดีกว่าเดิม 10 เปอร์เซ็นต์

ดร.แอ นดรูว์ สรุปการทดลอง โดยแบ่งนักศึกษา 102 ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ฝึกกรอกตาซ้ายขวา กลุ่มที่สองกรอกตาขึ้นลงและกลุ่มที่สามไม่ต้องฝึกอะไรเลย ผลการทดลองพบว่า กลุ่มแรกสามารถจดจำคำพูด 300 คำที่นักวิจัยเปิดเทปให้ฟังได้มากที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์

Hello world!

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can alway preview any post or edit you before you share it to the world.